จากบุรีรัมย์สู่ประเทศสโลวาเกีย

จากบุรีรัมย์สู่ประเทศสโลวาเกีย

บทสัมภาษณ์ลำดับที่ 7 ในหัวข้อเรื่องคนไทยที่ย้ายไปอยู่ในต่างแดน จากชีวิตจริงของคุณ กุ้ง บุรีรัมย์สู่ประเทศสโลวาเกีย

 

1

You can read the original blog here in English or Thai versions.

A very poignant account about Khun Kung who moved from Buriram Thailand to Kosice in Slovakia. Huge thanks to Trevor Bide for sharing this blog from his Engaging Thailand – Thais Abroad series

http://thelifedesigndetective.com/%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%A1%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B8%AA/

ฉันเป็นคนบุรีรัมย์ค่ะ เกิดที่ บุรีรัมย์ ครอบครัวความเป็นอยู่ ก็พอมีพอกินค่ะ ไม่รวยแต่ก็ไม่ถึงกับจนค่ะ พ่อแม่ของฉันทำงานก่อสร้างและก็ทำนา อยู่กินกับแบบสบายๆ ตามประสาชาวบ้านค่ะ

เริ่มตั้งแต่แรกเลยคุณมาอยู่ประเทศโลวาเกียเพราะอะไร

เริ่มตั้งแต่ครั้งแรก ที่ฉันไปสโลวาเกีย เพราะฉันมีปัญหาครอบครัว สามีของฉันเขาไปมีผู้หญิงคนใหม่ แล้วเขาก็แต่งงานใหม่ ฉันจึงเครียด และก็คิดมากเพื่อนจึงแนะนำให้ฉันไปเรียนนวดค่ะ แล้วพอฉันเรียนนวดจบทางโรงเรียนจึงส่งฉันไปทำงานที่สโลวาเกีย

คุณอาศัยอยู่ที่เมืองอะไรในประเทศสโลวาเกีย และคุณอยู่ที่นั่นมานานแค่ไหนแล้ว

อยู่ที่ โคชิเซ ได้ประมาน 3 เดือนค่ะ หลังจากนั้นเจ้านายก็ย้ายให้ฉันไปอยู่ที่ เมือง โปปาดตาตี้ เพราะ พนักงานคนเก่าสัญญา ฉันจึงได้ไปอยู่แทน

ทำงานยากไหม ลูกค้าดีไหมครับ

มันยากสำหรับฉันเพราะมันเป็นครั้งแรกของการไปทำงานที่ต่างประเทศ และที่ยากที่สุดคือที่ประเทศส โลวาเกีย คนสวนมากฟังภาษาอังกฤษ ไม่ค่อยออก มันจึงเป็นเรื่องยากสำหรับฉัน ทั้งต้องปรับตัวให้เข้าอากาศที่หนาวเย็น และก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับผู้คนที่นั้นค่ะ ส่วนลูกค้าก็ดีค่..ะ แต่ก็มีบ้างที่คิดจะลวนลาม แต่ก็เป็นส่วนน้อยค่ะที่เป็นแบบนี้ เพราะ ลูกค้าบางคนที่มาเที่ยวประเทศไทย

เขาอาจจะมาเจอกับหมอนวดไทยที่ทำทุกอย่างนอกจากการนวด แต่ก็ไม่ใช่หมอนวดทุกคนที่จะทำแบบนี้ และลูกค้าบางก็เข้าใจค่ะ เพราะบ้างคนที่ฟังภาษาอังกฤษ ออก ฉันก็จะพยานามอธิบายใครพสกเขาเข้าใจว่าหมอนวดไม่ได้เป็นเหมือนกันทุกคนค่ะ

I

อะไรคือสิ่งที่คุณรัก และอะไรคือสิ่งที่คุณชอบทำในยามว่างของคุณ

สิ่งที่ฉันชอบคือหิมะค่ะ และสิ่งที่ฉันชอบทำในวันหยุด และ เวลาว่างก็คือการเดินชมและเก็บภาพความทรงจำที่สวยงามของหิมะค่ะ

คุณพูดภาษาสโลวาเกียได้ไหม ถ้าคุณพูดได้คุณคิดว่าภาษาสโลวาเกีย ยากสำหรับคุณไหมและคุณใช้เวลาเรียนรู้ฝึกฝนนานแค่ไหนกว่าคุณจะพูดภาษาสโลวาเกียได้

ส่วนเรื่องภาษา ภาษาสโลวาเกียเป็นภาษาที่นารักแต่ฟังยาก และฉันก็เรียนรู้เอาเฉพาะคำที่จำเป็นที่ต้องใช้บ่อยๆค่ะ อย่างเช่นคำขอบคุณ คำเชิญ และส่วนที่เหลือก็ใช้ภาษามือเอาค่ะ

ในมุมมองของคุณ คุณคิดว่ามันยากไหมสำหรับการที่คนไทยต้องปรับตัวไปใช้ชีวิตแบบคนสโลวาเกียแล้วถ้ามันยาก มันยากยังไง และอะไรเป็นเรื่องที่ปรับตัวยากที่สุด

สำหรับฉันตอนแรกๆก็คิดว่าเรื่องภาษาน่าจะเป็นเรื่องที่ยากที่สุดค่ะ แต่มันกลับไม่ใช้ค่ะ เพราะเรื่องภาษากลับเป็นเรื่องที่ยากเป็นอันดับสองของฉันค่ะ เพราะการใช้ภาษาไม่จำเป็นต้องพูดอย่างเดียว เราสามารถใช้การสื่อสารด้วยมือหรือถาษาใบ้ ถึงแม้จะรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้างแต่ต่างฝ่ายต่างก็พยายามเข้าใจซึ่งกันและกันค่ะ แต่เรื่องที่ยากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งของฉัน กลับกลายเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวมาค่ะ

มันก็คือเรื่องการเข้าห้องน้ำค่ะ เพราะวันแรกที่ฉันมาพักที่ โคชิเซ ครั้งแรกที่ฉันเข้าห้องน้ำเพื่อถ่ายทุก ฉันก็ตกใจและก็แปลกใจว่าทำไมที่เมืองนอกถึงไม่น้ำล้าง…….และที่สำคญในห้องน้ำไม่มีถังขยะที่จะทิ้งกระดาษที่ใช้แล้ว เพราะมันต่างจากประเทศไทยมากเลยค่ะ ที่มีทั้งสานฉีดล้าง……และก็มีทั้งถังขยะไว้ทิ้งกระดาษชำระ มันทพให้ฉันไม่หมั้นใจในการเข้าห้องน้ำ เพราะครั้งแรกฉันไม่รู้ว่าชักโครกที่นั้น สามารถทิ้งกระดาษลงไปในโถได้เลย ใันเป็นเรื่องน่าอายมากเลยใช่ไหมค่ะ ที่เรื่องที่ปรับตัวยากที่สุดของฉันคือเรื่องใกล้ตัวนงขนาดนี้ แต่หลังจากนั้นก็ไม่มีอะไรยากอีกเลยค่ะ เพราะทุกอย่างและทุกๆคนเป็นมิตรมากค่ะ (ยกเว้น เจ้านายค่ะ)

K3

ที่ที่คุณอยู่มีคนไทยอาศัยอยู่เยอะไหม และพวกเขามีชีวิตความเป็นอยู่สบายดีไหม

ในเมืองที่ฉันอาศัยอยู่แต่ละเมือง มีคนไทยไม่ถึง 20 คนค่ะ และส่วนมากทำงานนวดค่ะ มีปีะมาณ3คนที่มีแฟนอยู่ สโลวาเกียค่ะ และทุกๆคนที่ทำงานอยู่ที่นี้ ต่างก็มาทำเพื่อครอบครัว ในแต่ละเดือนพวกเราจะพยายามใช้จ่ายให้น้อยที่สุดเพื่อจะได้มีเงินเหลือส่งให้ครอบครัวค่ะ

อะไรที่คนสโลวาเกียชอบและคุณบอกผมได้ไหมว่าผู้ชายสโลวาเกียเป็นอย่างไร ผู้หญิง สโลวาเกียเป็นอย่างไรและครอบครัวของคนสโลวาเกียเป็นอย่างไร

ผู้คนที่นี้ ก็นิสัยดีค่ะ ทุกคนเป็นมิตรดีค่ะ ทั้งผู้ทั้งผู้ชาย แต่สำหรับลูกค้าที่มานวดก็บ้างที่คิดจะลวนลามหมอ แต่ถ้าเราไม่ยอมซะอย่าง ลูกก็ไม่สามารถทำอะไรเราได้ค่ะ แต่ก็เป็นส่วนน้อยค่ะที่เป็นแบบนี้

What did you mean ….. ทุกๆคนเป็นมิตรมากค่ะ (ยกเว้น เจ้านายค่ะ)

และสวนเรื่องเจ้านายของฉัน เขาเป็นคนฉลาดค่ะ และคนที่ฉลาดก็มักจะเล่เหลี่ยมเยอะ ฉันคงต้องเล่าตั้งแต่ครั้งแรกที่เจ้านายนัดสัมภาษงาน ทางโทรศัพท์ โดยมีนายหน้า ที่เดินเรื่องจัดส่งฉันไปยังสปา ของboss ที่ สโลวาเกีย โดยครั้งที่สัมภาษงาน ทั้งนายหน้าและboss ยื่นข้อเสนอให้ฉันเป็นเงินเดือน เดือนละ 750 us หรือเดือนละประมาน 32000 บาท และ + คอมมิชั่น อีก 5% ที่พักฟรี อารสามมื้อค่ะ ฉันจึงคิดว่า ถ้าอารฟรีสามมื้อ ฉันก็คงจะมีเงินส่งกลับประมาน เดือนละ 30000 บาท ฉันจึงตัดสินใจยอมเดินเรื่องไปทำงานที่สโลวาเกีย และรวมทั้งฉันก็มีปัญหาครอบและคิดหนักว่าฉันคนเดียวจะเลี้ยงสองคนอย่างไรให้พวกเขาอยู่อย่างสุขสบายได้ ฉันจึงตัดสินใจไปโดยง่าย และฉันก็เดินเรื่องไปทำงานที่นั้น และเดินเรื่องผ่านฉันก็ได้ไปสมใจ โดยที่เจ้านายบอกว่าเขาจะมารับฉันที่สนามบิน บูดาเปส เมื่อฉันไปถึง ฉันจึงหมดห่วง

k7

แต่พอวันขึ้นเครื่องจริง นายหน้ากลับบอกกับฉันว่าฉันต้องขึ้นเครื่องสองต่อ ตอนนั้นฉันแทบร้องไห้ ฉันได้แต่คิดว่าแล้วฉันจะทำยังไงดีในเมื่อฉันไม่เคยขึ้นเครื่องเลย แล้วฉันจะไปลงเครื่องที่ไหน แล้วฉันจะไปต่อเครื่องยังไงในเมื่อฉันไม่เคยไปต่างประเทศ แล้วที่สำคัญ ฉันเดินทางไปทำงานคนเดียว ฉันไม่รู้จะมำยังดีแต่ฉันก็ตัดสินใจไปต่อ แต่แล้วโชคก็เข้าข้างฉัน เดินไปลงเครื่องที่ สนามบิน อียิป และได้พบกับหญิงไทยคนหนึ่ง ครั้งแรกฉันก็ไม่แน่ใจว่าเธอเป็นคนไทยหรือเปล่าฉันจึงเดินไปถามหญิงคนนั้น ว่า ขอโทษค่ะคุณใช่คนไทยรึเปล่าค่ะ และคำตอบที่ฉันได้รับมันทำให้ฉันยิ้มออก เมื่อหญิงคนนั้นฉันว่า ใช่ค่ะคนไทยค่ะ ฉันดีใจมาก แล้วเธอก็ถามว่าฉันจะไปที่ไหน ฉันก็ตอบเธอว่าฉันจะไปสนามบิน บูดาเปส ค่ะ แต่ว่าฉันไม่รู้ว่าฉันจะต้องไปต่อเครื่องยังไงและไปมี่ไหน เธอจึงขอดูตั๋วเครื่องบินของฉัน แล้วเธิก็บอกฉันว่า เราขึ้นเครื่องลำเดียวกันค่ะ ตอนนั้นฮันดีใจสุดๆเลยโชคเข้าข้างฉันจริงๆ อละตอนนั้นฉันมีเงิน ที่แลกจากสนามบินไทยมา ฉันมีเงินติดตัวมาแค่ 50 us ฉันไม่รู้ว่า มันจะใช้ซื้อของที่ อียิป ได้รึเปล่า และฉันก็ถามหญิงคนนั้นว่าเงินที่ฉันมันสามารถซื้อของที่ประเทศ อียิป ได้ไหมค่ะ แล้วหญิงคนนั้นก็หัวเราะ แล้วถามฉันว่า ฉันเพิ่งมาเมืองนอกครั้งแรกใช่ไหม ฉันก็ตอบว่าค่ะ

หญิงคนนั้นเธอจึงถามฉันต่อว่า ฉันมีเงินติดตัวมาเท่าไหร ฉันจึงตอบเธอไปว่าฉันมีอยู่ 50 us ค่ะ มีเงินแค่ 50 us ทำไมถึงกล้ามาเมืองนอกคนเดียว ฉันจึงตอบไปว่าฉันไม่รู้ค่ะ รู้แต่ว่าฉันอยากมาทำงานเลี้ยงลูกค่ะ แล้วเธอก็หัวเราะอีก แล้วเธอก็ชวนฉันไปร้านกาแฟ แล้วเธอก็สั่งกาแฟมาสองแก้ว ให้ฉันแก้วหนึ่งและเธอ แก้วหนึ่ง เรานั่งรอเปลี่ยนเครื่อง อยู่ที่สนามบิน อียิป 5 ชม. ในขณะที่นั่งรอ เราจึงคุยกันหลายเรื่องแล้วฉันก็ถามหญิงคนนั้นว่า ไปทำงานอะไรหรือค่ะ เธอตอบฉันว่าไม่ได้ไปทำงานค่ะ ไปหาแฟน เธอมีแฟนอยู่ ฟิลแลนด์ เธอบอกว่าไปกลับแบบนี้บ่อยๆค่ะ แล้วเธอก็เลี้ยงกาแฟฉันค่ะ ฉันจึงกล่าวขอบคุณ แล้วเราก็ได้เวลาไปขึ้นเครื่อง เธอจึงบอกให้ฉัรเดินตามเธอขึ้นเครื่อง แล้วเธอก็พาฉันไปส่งที่เบาะนั่งของฉัน แล้วเธอจึงไปที่นั่งของเธอ

K2

พอเรานั่งเครื่องถึงสนามบิน บูดาเปส เธอก็มาส่งฉันที่ประตู ทางออกสนามบิน และในมือก็มีกระดาษใบหนึ่งที่นายหน้าให้ไว้ก่อนขึ้นเครื่อง มันเป็นรูปภาพเสาธง ที่เจ้านายส่ง Emailไปให้ว่าฉันต้องไปรอเขาที่จุดนี้ เขาบอกฉันว่า ให้ฉันไปรอที่หร้าเสาธงหน้าสนามบิน เจ้านายจะมารับฉันประมาน 16:30 น. แต่ฉันไปถึงสนามบิน บูดาเปส 13:00 น. ฉันยืนรอเจ้านาย อยู่ประมาน สามชั่วโมงครึ่งโดยที่ฉัรไม่รู้มาก่อนเลยว่า อากาศ ที่นั้นมันหนาวเย็นมาก และเสื้อผ้าที่ฉันมีไปจากไทย ก็เป็นเสื้อเชิต แขนยาวธรรมดา ฉันมีเสื้อแขนยาวไปห้าตัว กางเกงยีนส์สอง กางเกงใส่นอนอีกสองตัว

ฉันหนาวมากจนต้องรื้อกระเป๋า เอาเสื้อผ้าที่มีอยู่มาใส่เกือบหมดประทังคนาวในขณะที่ฉันรอเจ้านายมารับฉันหนาวแทบจะแข็งตายอยู่หน้าสนามบิน

แต่ก็ยังไม่มีวี่แว ว่าเจ้านายจะมารับฉัน และที่สำคัญฉันยังไม่เคยเห็นหน้าเจ้านายเลย ฉันยืนรออย่างทรมาน ในใจอยากจะร้องไห้ แต่ก็ไม่กล้า อายฝรั่งที่เดินผ่านไปผ่านมา ฉันรอเจ้านายว่าเมื่อไหรเขาจะมารับฉันแต่ก็เงียบเหมือนเดิม พอฉันรอได้ประมานเกือบสี่ชั่วโมง ก็มีฝรั่งคนหนึ่งถือกระดาษใบหนึ่งเดินเข้ามาหาฉัน แล้วถามฉันว่าคุณใช่ผู้หญิงในรูป นี้ไหม มันคือหน้าพาสปอตที่ถ่ายเอกของฉัน ฉันจึงยิ้มและตอบว่า ใช่ค่ะ แล้วชายคนนั้นก็บอกกับฉัน เจ้านายของคุณให้ผมมารับเจ้านายของคุณไม่ว่าง ขอโทษด้วย

ชายคนนั้นพูดเท่านี้ เขาก็ยกกระเป๋าของฉันขึ้นรถ แล้วถามฉันว่า คุณมีกระเป๋าใบเดียวแค่นี้ใช่ไหม ฉันว่าใช่ค่ะ

k4

แล้วเขาก็จับรถไปส่งฉันที่ โคชิเซ ใช้เวลานั่งรถเกือบสามชั่วโมง ฉันต้องทนนั่งต่ออีกเกือบสามชั่วโมง แล้วชายขัยรถคนนั้นก็มาส่งฉันไว้ที่ หน้าห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง แล้วให้ฉันยืนรอต่ออีกประมาน 15 นาทีเพื่อรอเจ้านาย ตอนนั้น ฉันรู้ไม่ดีมากๆ ฉัน ทั้งหนาว ทั้งหิว ทั้งกลัว ทุกอย่างมันรวมกันไปหมด ฉันคิดอยู่อย่างเดียวว่าอยากกลับบ้าน แต่ฉันจะกลับยังไงล้ะ ในเมื่อตอนนี้ฉันอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ และที่สำคัญ ฉันอยู่ต่างประเทศ ฉันคิดว่าถ้าเจ้านายหาฉันไม่เจอฉันจะทำยังไง เวลานั้นฉันอยากจะกลับบ้านมากที่สุด ฉันคิดถึงพ่อ คึดถึงแม่ คิดถึงลูกๆ ว่าฉันไม่ได่กลับไปฉันจะทำยังไงดี ฉันยืนร้องไห้อยู่ในใจ สักพักเจ้านายก็มารับ และเขาก็ พูด สั้นๆว่า I am sorry, Welcome to slovakia. แค่นี้ ฉันก็อึ้งและทำอะไรไม่ถูก ฉันจึงตอบไปคำเดียวว่า Thank you. มันเป็นครั้งแรกของการรอคอยที่ทรมานที่สุดสำหรับฉันตอนนั้น วันแรกที่มาเหยีบเมืองนอก มันก็รู้สึกขนาดนี้แล้ว

แต่ฉันก็พยายามลืมทุกอย่าง และคิดอย่างเดียวว่าผ่านไปฉันต้องลืมมัน แต่พอมาถึงที่พักฉันก็รู้สึกดีขึ้น เมื่อมาเจอคนไทยด้วยกัน พี่ๆทั้งสองคนยิ้มต้อนรับด้วยความเป็นมิตร พวกเขาหายาและอาหารมาให้ฉันกินพร้อมกับน้ำอุ่น และก็บอกกับฉันว่าให้กินจ้าวและก็กินยาซะ เพราะเขารู้ว่าพรุ่งนี้ฉันต้องเป็นไข้แน้ ส่วนเจ้านายที่รักของฉัน เขาพาฉันมาส่งที่ห้องพักให้อยู่กับพี่ๆ แล้วเขากลับไปไม่พูดอะไรเลย

แล้วพอเช้าวันรุ่งขึ้นเจ้านายก็มาที่ shop อย่าพึ่งทำงานให้รอใบ เวิคเปอมิต ประมานหนึ่งเดือนก่อนแล้วจึงจะทำงานได้เต็มตัว แต่ในขณะที่รอใบ เวิค เขาก็ให้เทสมือประมาน 30คน โดยที่ลูกค้าที่มา เทส มือกับฉันก็มีลูกค้าที่มานวดที่ Shop ตลอดและเจ้านายก็คิดเงินในราคาปกติ แต่เจ้านายบอกว่าลูกที่มา เทส จะไม่ได้รับเงิน โอเค ตอนนั้นฉันไม่ได้คิดอะไรเพราะฉันคิด ลูก ค้าที่ฉันนวดไป 30 คนฉันจะไม่ได้5% แต่มันกลับไม่ใช่แบบนั้

k5

พอถึงวันเงินเดือนออกเดือนแรก ฉันกลับไม่ได้เงินเดือนเลย เพราะเจ้านายนายบอกว่าเดือนแรกฉันยังไม่ได้ทำงานมันเป็น เพียงการเทสมือเท่านั้น พอฉันได้ยินแบบนั้นฉันก็ยืนตัวแข็งอึ้ง ทำอะไรไม่ถูก ฉันยืนนิ่งสักพัก ก็ตั้งสติได้ แล้วฉันก็ถามเจ้านายถึงข้อตกลงที่เราคุยกันก่อนที่ฉันจะเดินทางมา ฉันเขาว่าคุณคุยกับฉันว่า ฉันจะได้เงินเดือน เดือนละ 750 us + 5 % + อาหารสามมื้อใช่ไหม เขาตอบว่าใช่ แต่นี้คือกรณีที่ฉันได้ทำงานแล้วเท่านั้น

ฉันจึงถามเจาต่อว่า แล้วที่ฉันนวดไป 30 คนล่ะ เขาบอกว่าคนพวกนั้นเป็รเพียงแค่ลูกค้า เทส มือ ของฉันเท่านั้น ฉันจึงถามเจาต่อว่า แล้วทำไม่คุณถึงไม่ฉันล่วงหน้าก็ที่ฉันจะเดินทางมาทำงานกับคุณ ว่าเดือนแรกฉันจะไม่ได้ค่าจ้าง แล้วเจ้านายของฉันเขาก็เงียบไป แล้วฉันก็ถามเขาต่อว่า แล้วคุณ คิดว่าฉันจะกินจะอยู่อย่างไรถ้าคุณ ไม่จ่ายค่าจ้างให้กับฉัน แล้วครอบครัวทางบ้านของฉันจะกินจะอยู่อย่างไรถ้าฉันไม่ได้ส่งเงินให้กับพวกเขา

แล้วเจ้านายของฉันเขาก็นับเงิน แล้วก็ยื่นมาให้ฉัน 70 us ฉันรู้สึกผิดหวังเสียใจมาก ฉันยืนนิ่งเงียบไปแบบนึง แล้วก็หยิบจากมือเจ้านายมา ฉันพูดคำเดียวขอบคุณ แล้วก็เดินออกจากห้องทำงานของเขามา ในใจคิดว่านี่ใช่ไหมคือสิ่งที่ฉันได้รับตอบแทนมา แบบนี้มันหลอกกันชัดๆ แล้วครอบครัวของฉันล่ะ ครอบครัวที่รอฉันอยู่ เขาจะทำยังไง ในเมื่อเดือนแรกที่ฉันมาทำงานที่ต่างประเทศ แต่กลับไม่มีเงินส่งให้ลูกๆและพ่อแม่เลยสักบาท

หลังจากกลับมาถึงห้องพักฉันก็ถามกับพี่ๆคนเก่าว่าเขาโดนแบบฉันบ้างไหม เขาบอกว่าเป็นแบบนี้ทุกคนแต่ไม่ถึงขนาดฉัน เพราะพี่ๆเขามาพร้อมกันทีเดียวสามคนเลย เจ้านายเลยไม่กล้าเล่นแรงขนาดนั้น เขาบอกเดือนแรกเขาได้กันคนละ 250 us แต่เขาพูดภาอังกฤษ ไม่เขาก็เลยยอมๆไปก่อน แต่ว่าเขาได้เทส มือ กันแค่ 8-9 คนเพราะช่วงนั้นลูกค้าไม่เยอะแล้วฉันก็ถามเรื่องอาหารฟรีสามมื้อ พี่ๆเขาก็บอกว่า ไม่มีหรอก เขาซื้อกินเองกันทั้งนั้น ตอนนั้นฉันก็รู้ถอดใจแล้ว คิอยากจะกลับก็กลับไม่ได้ ต้องทนอยู่ต่อไปจนกว่าจะครบสัญญา

K1

และฉันก็คิดว่าฉันจะอยู่ยังไงด้วยเงิน 70 us ให้ได้ทั้งเดือน ตอนที่อยู่หนึ่งถึงสองเดือนแรกฉันอยู่อย่าง ลำบากมาก คิดทุกวันว่าจะทำยังดีถึงจะมีเงินส่งทางบ้าน แต่โชคยังดีที่พี่ๆที่นี้เขาใจแบ่งปันทั้งเสื้อผ้าอาหาร เพราะเขาว่าเขารู้ว่ามันลำบากแค่ไหน เพราะเจอมาก่อนเขาเข้าใจ

พอเดือนที่สองเงินเดือนออก ฉันก็ได้เงินเดือน 300 us ฉันจึงถามเจ้านายว่าทำไมเดือนนี้ฉันทำงานเต็มที่แล้วยังได้เงินเดือนเท่านี้ เขาก็บอกว่า หักค่านู้นนี้นั้น ฉันจึงเบื่อที่จะพูดเพราะถึงพูดไปเจ้านายของฉันเขาก็หาข้ออ้างได้ตลอด ฉันจึงไม่ถามต่ออีก และก็รอดูเดือนถัดไปพอได้เดือนสาม ฉันก็เงินเดือน 500 us แล้วก็ถูกย้ายไปประจำแทนคนเก่าที่เขากลับบ้าน และก็ได้เงินเดือน 500 us แบบนั้นทุกๆ จนกลับบ้านค่ะ

แล้วคุณจะคิดว่าเจ้านายของฉันเขาเป็นคนแบบไหนค่ะ แต่มันก็สอนให้ฉันได้เรียนรู้หลายอย่างกับการใช้ชีวิตในต่างประเทศ

ค่าครองชีพที่สโลวาเกียเป็นอย่างไร อะไรที่คุณคิดว่ามันแพงเกินไป (3 things) และอะไรที่คุณคิดว่ามันมีคุณค่าเหมาะสมกับราคา (3 things)

สำหรับฉันคิดว่าเรื่องึ่าครองชีพ ก็มีแพงบ้างถูกบ้างเป็นบางอย่างค่ะ

สิ่งที่ฉันคิดว่าแพงก็คือ 1. เสื้อผ้า 2. น้ำหอม 3. รองเท่าและ กระเป๋า

 และสิ่งที่ฉันคิดว่ามันถูกและเหมาะสมกับราคา ก็คือ

1. อาหาร ผัก ผลไม้ และของสด เช่น หมู ไก่ 2. เครื่องดื่ม เช่น เหล้า เบียร์ น้ำอัดลม และ นมสด

h

บอกข้อดี 3 ข้อของการใช้ชีวิตอยู่ในสโลวาเกีย ตามความคิดเห็นของคุณ – บอกข้อเสีย 3 ข้อของการใช้ชีวิตอยู่ใน สโลวาเกีย

อากาศ ที่สโลวาเกีย อากาศดี สิ่งแวดล้อมแล้ว วิวทิวทัศก็สวยงามโดยเฉพาะ ช่วงที่มี หิมะ ตกค่ะ

ต่อนะค่ะ ส่วน ข้อดีสำหรับฉันก็มีค่ะ ข้อดีของการไปต่างประเทศสำหรับฉันก็คือ ฉันได้มีประสบการณ์ใหม่ ได้เรียนรู้ในสิ่งที่ไม่เคยเรียนรู้ ได้มีโอกาศไปสำผัส หิมะ และ ธรรมชาติที่สวยงามในต่างแดน ได้พบปะผู้คนมากหน้าหลายตา ได้เรียนรู้ ถึงรสชาติของในการไปอยู่ต่างประเทศ ได้พบเจอเพื่อนที่ดีๆและทำให้ได้รู้ซึ้งถึงมิตรภาพที่แท้จริง และที่สำคัญฉันได้มาสำผัสเมืองนอกจริง

ข้อเสียก็คือการไปโดยไม่ศึกษาให้ดีก่อนล่วงหน้า คิดแต่ว่ามีโอกาด และ คิดแต่เพียงว่า อยากจะไปให้ไกลเพื่อหนี
ปัญหา โดยไม่ได้คิดไว้ก่อนเลยส่าหนทางข้างหน้าจะไปเจอกับอะไรบ้างอน่างเช่นฉันอะ
เพื่อนๆคนไทยที่ทำงานด้วยกันล้วนแล้วแต่นิสัยดีช้วยเหลือซึ่งกันและกันแบ่งปัน และ ดูแลกันแม้จะไม่เคยรู้จักกัน
มาก่อน แต่ทุกๆคนที่นี้ก็เข้าใจกันและช้วยเหลือกันเสมอ เพราะทุกคนต่างก็รู้ถึงความลำบากของกันและกันค่ะ และ
ที่สำคัญถ้าฉันไม่ได้มาพบพวกพี่ๆที่อยู่ที่นี้ ฉันก็คงจะลำบากและคงจะทำอะไรไม่ถูกเลยถ้าฉันไม่ได้รับคำแนะนำดี
จากพวกพี่เหล่านี้ ค่ะและสิ่งนี้ก็คือสิ่งที่ฉันว่าดีอีกข้อหนึ่งสำหรับการมาอยู่ที่ สโลวาเกียค่ะ
ไรคือปัญหาเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างคนไทยและคนสโลวาเกีย

เรื่องปัญหาระหว่างฉันกับชาว สโลวาเกีย ก็น่าจะเป็นทางด้านภาษา ในการสื่อสารค่ะ เพราะลูกค้าหรือผู้คนที่นี้ ก็มีผู้สูงอายุมากพอสมควร และส่วนใหญ่ผู้สูงอายุจะไม่ค่อยเข้าใจในการใช้ภาษามือ หรือ การใช้ภาษา อังกฤษ ค่ะ มันจึงเป็นปัญหาระหว่างเราค่ะ

k

 ผู้หญิงไทยบางคนคิดว่าการย้ายมาอยู่ในยุโรปจะทำให้มีชีวิตที่ดีขึ้น คุณมีคำแนะนำที่จะบอกผู้หญิงไทยที่คิดแบบนี้อย่างไร และคุณมีคำแนะนำอะไรที่จะแนะนำให้พวกเขาต้องระมัดระวังบ้างไหม และคุณช่วยบอกผมมาสัก 3 ข้อสิครับว่าอะไรที่พวกเขาควรจะคิดให้ดีก่อนที่จะตัดสินใจย้ายถิ่นฐานมาอยู่ยังต่างประเทศ

สำหรับฉันคิกว่าก็มีทั้งข้อดีและข้อเสียค่ะ อย่างเช่นกรณีของฉันก็เช่นกันที่มีทั้งข้อดีและข้อเสีย

ข้อเสียก็คือการไปโดยไม่ศึกษาให้ดีก่อนล่วงหน้า คิดแต่ว่ามีโอกาด และ คิดแต่เพียงว่า อยากจะไปให้ไกลเพื่อหนี
ปัญหา โดยไม่ได้คิดไว้ก่อนเลยส่าหนทางข้างหน้าจะไปเจอกับอะไรบ้างอน่างเช่นฉัน

แต่สำหรับหญิงอื่นที่ ต้องการใช้ชีวิตหรือย้ายถิ่นฐาน ไปอยู่ที่ต่างประเทศ เขาก็อาจจะมีหลายเหตุผล และส่วนใหญ่ที่ย้ายไปอยู่ประเทศ ก็มีแฟนเป็นชาวต่างชาติเป็นส่วนใหญ่นะค่ะ แต่ถ้าคนทำอย่างฉันและเพื่อนๆ ก็คงจะมีโอกาสน้อยที่จะได้มีโอกาสได้ย้ายไปอยู่ต่างประเทศค่ะ แต่หลายๆคนก็ใผ่ฝันจะได้ไปอยู่ต่างประเทศทั้งนั้น แม้กระทั้งฉันเองก็คิดอยากจะมีแฟนต่างชาติเช่นกันค่ะ แต่คงจะไม่มีโอกาสดีเหมือนคนอื่นเขาหรอกค่ะ

และสำหรับคำแนะนำฉันคงจะไม่มีหรอค่ะ ฉันต้องขอโทษด้วยนะค่ะสำหรับคำแนะนำ เพราะฉันคงไม่มีประสบการณ์มากพอที่จะสามารถแนะนำให้สาวๆคนอื่นได้นะค่ะ

Advertisements
Posted in Thais living abroad. Tags: , . Comments Off on จากบุรีรัมย์สู่ประเทศสโลวาเกีย
%d bloggers like this: